samunpai.com

 วันที่ 11 ม.ค 2564 เข้าชม  418 ครั้ง

ขี้เหล็ก

ชื่อวิทยาศาสตร์   Cassia siamea Britt.

วงศ์    Leguminosae

ชื่อท้องถิ่น   ขี้เหล็กบ้าน(ลำปาง) ขี้เหล็กใหญ่(ภาคกลาง) ขี้เหล็กหลวง(ภาคเหนือ)
ผักจี้ลี้ (เงี้ยง-แม่ฮ่องสอน) ยะหา(ปัตตานี) ขี้เหล็กจิหรี่(ภาคใต้)

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ »
ใบอ่อนและดอกพบว่า มีสารจำพวก Chromone มีชื่อว่า Barakol
ส่วนในใบพบสาร A mthraquinones (เช่น Rhein, Sennoside Chrysophanol,
Aloe-emodin),Alkaloid และสารอื่นอีกหลายชนิด จากการศึกษาพบว่า ใบออกฤทธิ์เป็นยาระบาย
เพราะมีสาร Anthraquinone และพ.ศ 2492 อุไร อรุณลักษณ์ และคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ได้ศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาลัยพบว่า สารสกัดด้วยแอลกฮอล์ของใบขี้เหล็กนี้มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง
ทำให้สัตว์ทดลองมีอาการซึม เคลื่อนไหวช้า ชอบซุกตัวแต่ไม่หลับและศึกษาโดยใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการ
นอนไม่หลับ พบว่าสารสกัดจากใบขี้เหล็กด้วย แอลกอฮอล์มีฤทธิ์สงบประสาทได้ดี ช่วยให้นอนหลับ
กระวนกระวายสบายและระงับอาการตื่นตัวทางประสาทได้แต่ไม่ใช่ยานอนหลับโดยตรง และไม่พบ
อาการเป็นพิษมีความปลอดภัยในการใช้สูง
 
ส่วนที่ใช้เป็นยา »
ใบอ่อนและดอก
 
ช่วงเวลาที่ใช้เป็นยา »
ช่วงเวลาที่มีใบอ่อนและมีดอก
 
วิธีใช้    »  
ขี้เหล็กใช้เป็นยารักษาอาการท้องผูกได้ดี และอาการนอนไม่หลับได้
โดยการปฏิบัติดังต่อไปนี้ อาการท้องผูก ใช้ใบขี้เหล็ก (ทั้งใบอ่อนและใบแก่) 4-5 กำมือ ต้มเอาน้ำดื่มก่อนอาหารหรือเวลาที่มีอาการ อาการนอนไม่หลับ กังวลเบื่ออาหาร ให้ใช้ใบแห้งหนัก 30 กรัมหรือใช้ใบสดหนักกรัม ต้มเอาน้ำดื่มก่อนนอนหรือใช้ใบอ่อนดองกับเหล้า (ใส่เหล้าขาวพอท่วมยา
แช่เอาไว้ 7 วัน ต้องมีการคนทุกๆวันๆละครั้ง ให้สม่ำเสมอกรองกากยาออกจะได้น้ำยาดองเหล้า ขี้เหล็ก ให้ดื่มครั้งล่ะ 1-2 ช้อนชาก่อนนอน

 
 

คุณค่าทางอาหาร »
ดอกตูมและใบอ่อนของขี้เหล็กมีรสขม ต้องคั้นน้ำทิ้งหลายๆครั้ง
ก่อนจึงเอามาปรุงอาหารได้ นิยมนำมาทำแกงกะทิ หรือทำเป็นผักจิ้มจะช่วยระบายท้องได้ดี
ทั้งดอกตูมและใบอ่อนมีสารอาหารหลายอย่างคือ วิตามิน เอ และวิตามินซี ค่อนข้างสูง
ในดอกมีมากกว่าใบเอาใบขี้เหล็กมาบ่มรวมกับผลไม้จะช่วยทำให้ผลไม้สุกเร็วขึ้น