samunpai.com

 วันที่ 12 ม.ค 2564 เข้าชม  428 ครั้ง

ทับทิม
ชื่อวิทยาศาสตร์  Punica granatum Linn.
 
วงศ์   Punicaceae
 
ชื่อท้องถิ่น  พิลา (หนองคาย) พิลาขาว มะก่องแก้ว (น่าน) มะเก๊าะ (ภาคเหนือ)
 
การปลูก »
ใช้เมล็ดปลูกปลูกหรือใช้การตอนกิ่งก็ได้ แต่นิยมเพาะเมล็ดมากกว่า ปลูกได้ในดินทั่วไป แต่ชอบดินเหนียวปนหินและชอบอยู่ใกล้แล่งน้ำ ต้องการแสงแดดมากและเหมาะที่ จะปลูกในต้นฤดูฝน วิธีการปลูกให้ปลูกต้นกล้าก่อนแล้วย้ายเอาไปลงหลุม
เมื่อเป็นต้นอ่อนรดน้ำพรวนดิน และบำบุงด้วยปุ๋ยอินทรีย์
เมื่ออายุได้ 6 เดือน อย่าให้ร่มไม้ใหญ่บัง เพราะ
ต้นทับทิมอาจจะแคะแกร็นไม่ออกดอกออกผลควรดูแล กำจัดศัตรูพืชด้วย
 
 
ส่วนที่ใช้เป็นยา »
เปลือกผลแห้ง
 
ช่วงระยะเวลาที่เก็บเป็นยา »
เก็บในช่วงที่ผลแก่ ใช้เปลือกผลตากให้แห้ง
 
รสและสรรพคุณยาไทย »
รสฝาด เป็นยาฝาดสมาน
 
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ »
เปลือกผลที่มีรสฝาด เนื่องมาจากมีสาร"แทนนิน"ประมาณ22-25% มีกรด gallotannic สารสีเขียวอมเหลือง เป็นต้น
เปลือกผลมีฤทธิ์ฝาดสมาน เพราะมีสาร"แทนนิน"และมีกรด gallotannic จึงรักษาอาการท้องเดินได้ดี กองวิจัยการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิเคราะห์แล้วพบว่าไม่มีพิษเฉียบพลัน แต่ถ้าให้ในปริมาณที่สูงอาจจะเป็นพิษได้ (LD 50 =17 กรัม/กิโลกรัม)
 
วิธีใช้ »
เปลือกทับทิมใช้เป็นยาแก้ท้องเดินและโรคบิด มีวิธีการใช้ดังต่อไปนี้ คือ
อาการท้องเดิน ใช้เปลือกผลแห้งประมาณ 1 ใน 4 ของผล ฝนกับน้ำฝนหรือ
น้ำปูนใสข้นๆ รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนแกงหรือต้มกับน้ำปูนใสแล้วดื่มน้ำที่ดื่มก็ได้
อาการบิด โรคนี้จะมีอากาปวดเบ่งและมีมูกออกมาด้วย หรืออาจจะมีเลือดออกมาปนกับมูก ให้ใช้
เปลือกผลแห้งของทับทิมครั้งละ 1 กำมือ (3-5 กรัม) ต้มกับน้ำดื่มดื่มวันละ 2 ครั้ง
อาจใช้กานพลูหรืออบเชยแต่งกลิ่นให้น้ำดื่มก็ได้
 
คุณค่าทางอาหาร »
ทับทิมใช้รับประทานเป็นผลไม้มีรสหวานหรือเปรี้ยวอมหวานมี วิตามิน ซี รวมทั้งเกลือแร่อื่นๆอีกช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟันได้ดี