samunpai.com

 วันที่ 13 ม.ค 2564 เข้าชม  927 ครั้ง

วิธีการเตรียมยาต้ม
เรื่อง » การเตรียมยาต้ม ยาชง ยาดอง และยาลูกกลอน
 
ยาต้ม»
"ยาต้ม" นั้น นับว่าเป็นการเตรียมยาที่ได้จากพืชสมุนไพรที่มีมาช้านานแล้ว
เป็นการเอาน้ำมาเป็นตัวละลายตัวยาที่มีอยู่ในพืชสมุนไพรของดีของ "ยาต้ม"
ก็ได้แก่ ออกฤทธิ์เร็ว ดูดซึมได้ง่าย
 
การเตรียมก็ทำง่ายดายและสะดวกมากแต่ก็มีข้อเสีย ได้แก่
รสชาตินั้นเอง รวมทั้งกลิ่นของยาอีกด้วย บางทีก็อาจจะดื่มกินได้อย่างลำบาก
เพราะรสที่ชวนดื่มสำหรับผู้ที่กินยายาก
 
อีกอย่างหนึ่ง"ยาต้ม" ทั้งหลายก็เก็บไว้ไม่ได้นาน มิหนำซ้ำยังขึ้นราได้ง่ายอีกด้วย
หากต้องการเก็บเอาไว้นานก็จะต้องใช้สารกันบูดผสมลงไปก็ได้
 
วิธีการเตรียมยาต้ม
 
1. น้ำและภาชนะที่ใช้ต้มยา
 
น้ำที่ใช้ต้มยานี้จะต้องเป็นน้ำที่บริสุทธิ์ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส
ปริมาณของน้ำที่ใช้ต้มยานั้นต้องขึ้นอยู่กับปริมาณของยา
โดยปกติก็จะใส่น้ำให้พอท่วมตัวยาที่มีอยู่
ภาชนะที่ใช้ในการต้มยานั้นควรเป็นภาชนะดินเผาหรือหม้อเคลือบก็ใช้ได้เช่นกัน
ไม่ควรใช้ภาชนะที่เป็นโลห เช่น เหล็ก เพราะจะทำให้สาร "แทนนิน"
ที่มักพบในพืชสมุนไพรทำปฏิกิริยากับโลหะได้ ซึ่งจะมีผลต่อฤทธิ์ของยาได้
 
2. การเตรียมยาสมุนไพร
 
ยาสมุนไพรที่ใช้ต้มควรหั่นเป็นชิ้นพอดี ถ้าเป็นแก่นก็หั่นเป็นชิ้นเท่าๆกัน
ถ้าเป็นใบใหญ่ เช่น ชุมเห็ดเทศให้หั่นเป็นฝอย แต่ถ้าเป็นใบเล็ก
เช่น ฟ้าทะลาย กะเพรา ก็ให้ใช้ทั้งใบเลย ขนาดไม่ควรเล็กจนเกินไป
เพราะจะทำให้กรองยาต้มยากและเวลาต้ม อาจจะเกิดการไหม้ได้ง่าย
 
 
3. การต้มยา
 
ให้เติมน้ำสะอาดลงไปในตัวยา คนให้เข้าด้วยกัน
แช่ทิ้งไว้ 20-30 นาทีก่อนต้มเพื่อให้ยาสมุนไพรดูดซึมน้ำได้เต็มที่
(แต่ถ้าเป็นพืชสมุนไพรสดๆ ก็ไม่ต้องแช่น้ำ ใช้ไฟ
ขนาดกลางต้มจนเดือด ใช้เวลาต้มไปสัก 15 - 20 นาทีก็พอ
 
เวลาที่น้ำเดือดจะต้องคอยคนดูแลยาต้มให้ดี ระวังอย่าให้ยาไหม้ที่ก้นหม้อได้
(ในการต้มยาไทย ส่วนมากจะต้ม 3 เอา 1 คือ
 
ใส่น้ำลงไป 3 ส่วนของปริมาณที่ต้องการใช้ แล้วต้มให้น้ำเหลือ 1 ส่วน)
ยาต้มควรรับประทานในเวลาท้องว่างส่วนจำนวนครั้ง
และปริมาณก็ให้เป็นไปตามกำหนดในวิธีใช้ยา
 
หมายเหตุ
ยาต้มทั่วไปไม่ควรทิ้งเอาไว้ค้างคืน ต้มแล้วรับประทานให้หมดภายในวันเดียว
 
 
ยาชง »
ยาชงเป็นรูปแบบหนึ่งที่เตรียมยาได้ง่าย สะดวกดี ส่วนมากเป็นการใช้ยาสมุนไพร
แห้งและเติมน้ำร้อนเป็นตัวทำละลายข้อดีของยาชงก็คือ มีการดูดซึมได้ง่าย มักจะเป็นยาที่มี
กลิ่นหอมและรสชาติก็ดีอีกด้วย
 
วิธีการเตรียมยา
 
 
ยาชงส่วนใหญ่เป็นการนำเอาส่วนของพืชสมุนไพรมาใช้ เช่น
หญ้าหนวดแมว ใบชุมเห็ดเทศ กลีบรองดอกของดอกกระเจี๊ยบมาล้างให้สะอาด
เสียก่อน แล้วจัดการผึ่งลง เอาไว้ให้แห้ง บางชนิดอาจเอามาคั่วหรือปิ้งไฟก็ได้
 
เติมน้ำเดือดลงไปในสมุนไพรนั้น ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที ก็ใช้ได้
อย่าทิ้งยาชงเอาไว้นานเกินไปเพราะจะทำให้สรรพคุณของยา
ออกฤทธิ์เปลี่ยนแปลงไป กลิ่นรสอาจจะเสียไปอีกด้วย
 
 
ยาลูกกลอน»
 
ยาลูกกลอนเป็นยาอัดรูปหนึ่งของยาสมุนไพร ลักษณะรูปร่างเป็นเม็ดกลมๆ
อาจทำมาจากผงยาชนิดเดียวกันหรือมีหลายชนิดผสมขอ้ด้วยกัน
ผสมสารบางอย่างที่ทำให้ตัวยาที่เป็นผงเกาะติดกันดี
เช่น น้ำ แป้งละลายน้ำ หรือน้ำผึ้ง เป็นต้น
 
ยาลูกกลอนที่เอาน้ำผึ้งมาเป็นส่วนผสมก็ทำมาจากผงยา
เอาน้ำผึ้งมาผสมเข้าด้วยกัน
 
มีรูปลักษณะเป็นรูปกลมๆ มีน้ำอยู่น้อย การแตกตัวจึงช้าออกฤทธิ์ได้นาน
น้ำผึ้งที่ใช้ผสมช่วย ปรับรสและช่วยบำรุงร่างกายด้วย
ยานี้มักใช้เป็นยารักษาโรคเรื้อรังและโรคที่ต้องการบำรุงร่างกายด้วย
 
แต่มีข้อเสียอยู่ที่ยาลูกกลอนจะต้องใช้น้ำผึ้งเป็นปริมาณมากสักหน่อย
และจะต้องเป็นน้ำผึ้งแท้อีกด้วยราคาต้นทุนจึงสูงกว่าปกติธรรมด าของยาลูกกลอนโดยทั่วไป
 
การเตรียมยาลูกกลอนน้ำผึ้ง
 
 
1.ขั้นตอนการเคี่ยวน้ำผึ้ง
 
นับว่าเป็นวิธีการที่สำคัญมาก การเคี่ยวน้ำผึ้งก็มีประโยชน์ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ดี
เป็นการไล่เอาน้ำที่มีอยู่ในน้ำผึ้งออกไปอีกด้วย จึงทำให้ยาลูกกลอนไม่ขึ้นรา
 
การเคี่ยวน้ำผึ้งปฏิบัติได้ดังนี้
 
-เอาน้ำผึ้งใส่หม้อที่เตรียมไว้ โดยทั่วไปอัตราส่วนระหว่างน้ำผึ้งต่อยาผงที่จะใช้ผสม
ก็เป็น 1 : 1(โดยน้ำหนัก) การใช้น้ำผึ้งมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของผงยาที่ใช้ด้วย
 
-ช่วงแรกของการเคี่ยวน้ำผึ้งจะต้องใช้ไฟแรง เอาน้ำเดือดปริมาณ1/3 - 1/4
ของน้ำหนักน้ำผึ้งใส่ลงไปด้วย จัดการคนให้เข้ากันดี เคี่ยวไปจนน้ำผึ้งเหนียว
ลักษณะของน้ำผึ้งที่เคี่ยวได้ที่แล้วจะมีลักษณะเป็นก้อนแข็ง ไม่แตกแยกออก
จะรวมตัวด้วยกัน หากหยดน้ำผึ้งลงไปในน้ำแล้วน้ำผึ้งยังเหนียวไม่แข็ง
ไม่จับกันเป็นก้อน ก็จะต้องเคี่ยวต่อไป แล้วทดลองอีกครั้งจนได้ที่
-เมื่อเคี่ยวน้ำผึ้งจนได้ที่แล้ว ให้ยกลงจากเตาได้ กรองด้วยผ้าขาวบางกวนไปเรื่อยๆ
จนกว่าน้ำผึ้งเริ่มเย็น เมื่อเย็นแล้วจึงเอาไปผสมกับยาผงต่อไปอีกตามขั้นตอน
 
2.การผสมน้ำผึ้งกับยาผง ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะยาจะเป็นเม็ดหรือไม่เป็นเม็ก็ขึ้นอยู่กับการผสมน้ำผึ้งกับผงยานี้แหละ
 
-นำผง ที่ชั่งเตรียมเอาไว้ ใส่ลงไปในกาละมัง ที่แห้งสะอาด
 
-ตวงน้ำผึ้งที่เคี่ยวได้ที่แล้วค่อยๆ เทราดลงไปบนยาผลทีละน้อยๆเอามือที่สะอาดคลุกเคล้า
ยาผงให้เข้ากับน้ำผึ้ง เทราดน้ำผึ้งคลุกเคล้ากับยาผงไปเรื่อยๆ จนยาได้ที่ สังเกตได้จากยา
ที่คลุกเคล้าทดลองปั้นเป็นเม็ดดูด้วยมือว่าเป็นเม็ดหรือยัง บีบเม็ดยาที่ปั้นดูว่ายานี้แตกร่วนหรือไม่
ถ้ายานี้ไม่แตกร่วนเป็นเม็ดเกาะกันดีอยู่แสดงว่ายานี้ได้ที่แล้ว
 
-การปั้นเป็นเม็ดลูกกลอน
การปั้นยาลูกกลอนนั้นก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นเดียวกัน จะต้องปั้นให้กลม
และมีขนาดสม่ำเสมอกันด้วย ในการปั้นทำได้โดยค่อยๆ แบ่งยาที่ผสมเอาไว้
มาปั้นเป็นลูกกลอน ขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.8 ซ.ม.
เม็ดยาแห้งดีพอสมควรก็เก็บไว้ใน ขวดที่สะอาด มีฝาปิดอย่างมิดชิดก็ใช้ได้
 
 
ยาดองเหล้า»
ยาสมุนไพรอีกประเภทหนึ่งก็คือ "ยาดองเหล้า" นี่เอง ตัวยาสมุนไพรจะละลายใน
น้ำเหล้าที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ได้ดีมาก
 
 
ยาดองเหล้ามีวิธีการเตรียมดังนี้
 
1. นำเอาพืชสมุนไพรมาล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
เอาไปตากหรืออบจนแห้งดี ใส่ลงไปในขวดโหลหรือไห
เทเหล้าลงไปพอท่วมยา คนยานี้วันละ 1 ครั้งก็พอ ทิ้งเอาไว้สัก1 เดือน
ก็รับประทานได้
 
2. วิธีการดองแบบร้อนก็ได้ การดองแบบร้อนทำให้ยาใช้ได้เร็ว
คือ 1-2 สัปดาห์ก็ใช้ได้แล้ว
 
วิธีการดองโดยการดองพอท่วมยา นำภาชนะที่ใส่ยาดองเหล้า
เช่น ขวด วางลงในหม้อที่ใส่น้ำเอาไว้ จัดการต้มน้ำให้เดือด
แล้วเอาภาชนะที่ใส่ยาดอกเหล้าขึ้นม ปิดฝาให้สนิท ทิ้งเอาไว้ 1 - 2 สัปดาห์ ก็ใช้ได้
 
3. วิธีการที่แนะนำข้างต้นนี้เป็นวิธีการดองเหล้าเอาไว้รับประทานเอง
รูปแบบของยาอีกแบบหนึ่งได้แก่นำมาพอก เป็นการใช้เหล้าเป็นน้ำกระสายยา
โดยการเอาสมุนไพรมาตำให้ละเอียด แล้วเติมเหล้าพอให้ยาเอาฤทธิ์ดีขึ้น แล้วเอายาที่ได้ไปฟอกตามอวัยวะที่ต้องการใส่
 
4.ยาดองเหล้าโดยทั่วไปห้ามใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
หญิงมีครรภ์ก็ห้ามใช้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจห้ามใช้หมดหรือผู้ที่แพ้เหล้าทั้งหลาย
มิฉะนั้นจะเกิดอันตรายขึ้นมาได้