เนื้อหา »
ในสมัยโบราณนั้น การจะได้กิน "ขนมจีน ขนมเส้น หรือข้าวปุ้น" แต่ละคราวไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนในยุคปัจจุบัน เพราะขั้นตอนการแปรรูปแต่ละครั้งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอควร ซึ่งกว่าจะได้กินแต่ละคราวจะต้องรอเทศกาลงานประเพณี
จำได้ว่าในสมัยที่ยังเด็ก ในช่วงใกล้วันสงกรานต์ กรรมการที่วัดจะมาบอกบุญ ซึ่งบ้านไหนมีหนุ่มๆสาวๆ ก็จะให้ไปช่วยกันออกแรงตำแป้งที่ลานวัด เพื่อสำหรับทำขนมจีน ไว้สำหรับต้อนรับคณะที่มาทอดผ้าป่าสามัคคี ส่วนผู้ที่เรี่ยวแรงเริ่มถดถอยก็จะทำหน้าที่หยอดและจับเส้น กลุ่มเด็กก็จะให้ไปดึงเปลือกมะพร้าวเพื่อเตรียมไว้ สำหรับทำน้ำกะทิกินกับลอดช่องหรือไม่ก็เม็ดแมงลัก ซึ่งบรรยากาศเช่นนี้จะมีอีกครั้งในช่วงทอดกฐินปลายปี
แต่! ทว่า ปัจจุบันยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคโนโลยีต่างๆได้เข้ามาช่วยผ่อนแรง การทำขนมจีนจึงไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากนัก หลายบ้านยึดมาเป็นอาชีพและสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ดังนั้น การที่บ้านไหนจะเริ่มหันมาจับอาชีพนี้บ้างในช่วงปีสองปีนี้ จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก นอกเสียจากว่าจะมีการสร้างสรรค์ ดัดแปลงผลิตภัณฑ์ให้มีความแปลกกว่าของรายอื่น
อย่างเช่นกลุ่มของ แม่บ้านลาดขวางสามัคคี ต.ลาดขวาง อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา นำโดย ผู้ใหญ่สุรางค์ จำเริญ ที่ชักชวนสมาชิกในหมู่บ้านจัดตั้งกลุ่มขึ้นมา
ผู้ใหญ่สุรางค์ บอกกับทีมงานว่า "ผู้คนในยุคนี้เริ่มหันมาให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพ ทำให้สมุนไพรทั้งใกล้ตัวและไกลตัวเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน จากความคิดนี้เองจึงได้นำสมุนไพรไทยๆ ซึ่งมีดอกอัญชัน กระชาย และใบเตย เข้ามาเป็นส่วนผสมของการทำเส้นขนมจีน เพื่อสร้างความแปลกใหม่ ซึ่งได้รับความสนใจในกลุ่มผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง"
สำหรับกรรมวิธีการแปรรูป ผู้ใหญ่สุรางค์ ได้บอกกับทีมงานว่า หากเป็นกลิ่นกระชายซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุด จะใช้กระชาย 2 กก.เสร็จแล้วปั่นเอาแต่น้ำ และใช้แป้งข้าวเจ้า 30 กก.แช่น้ำในช่วงเย็นทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นนำมาบดให้ละเอียด เสร็จแล้วนำไปรีดเม็ดแป้ง (รีดน้ำทิ้ง) นำก้อนแป้งที่ได้ไปต้มในน้ำเดือด เมื่อแป้งสุกจึงนำไปตีให้เนื้อแป้งนุ่มเหนียว โดยช่วงที่ตีนี้ให้ใส่น้ำกระชายที่ปั่นไว้ทีละน้อยเพื่อให้เข้ากันกับแป้งลงไปเรื่อยๆ เสร็จแล้วนำแป้งที่ได้ไปโรยเป็นเส้นในน้ำร้อนซึ่งเดือดจัด ทิ้งไว้ประมาณ 2 นาที เส้นขนมจีนจะลอยขึ้นมา ตักเส้นที่ลอยไปสรง (ผ่านอย่างเร็ว) ในน้ำเย็น และนำเส้นมาทำเป็นจับ
ตลาด จะนำออกขายตามตลาดนัดในพื้นที่และส่งไปขายที่ จ.ชลบุรี ในราคา กก. ละ 15 บาท ซึ่งในแต่ละสัปดาห์จะมีการแปรรูปมากถึง 200 กก. ส่วนต้นทุนเฉลี่ยโดยประมาณจะอยู่ที่ กก.ละ 8 บาท